English (United Kingdom)

ปฎิทินข่าวประชาสัมพันธ์

 

Notepad-Bloc-notes-icon

ถ้าท่านสนใจทำวิจัย หรือเสนอหัวข้อวิจัย สามารถส่งข้อความมาที่อีเมล
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

 

จำนวนผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday24
mod_vvisit_counterYesterday31
mod_vvisit_counterThis week55
mod_vvisit_counterLast week230
mod_vvisit_counterThis month833
mod_vvisit_counterLast month1190
mod_vvisit_counterAll68666

ผู้เข้าเยี่ยมชม (20 นาทีก่อน) : 2
Your IP: 192.168.5.254
,
Today: Oct 23, 2017
Home New Project โครงการวิจัยเพื่อยกร่างกฎหมายป่าไม้
โครงการวิจัยเพื่อยกร่างกฎหมายป่าไม้ PDF Print E-mail
โครงการวิจัยที่กำลังดำเนินการ

ปีพุทธศักราช 2554

ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์

 

หลักการและเหตุผล

กฎหมายว่าด้วยการป่าไม้มีมาตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 5 ในระยะแรกเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการควบคุมการตัดไม้ ทำไม้และของป่าหวงห้าม รวมทั้งการควบคุมการนำไม้และของป่าเคลื่อนที่ออกจากป่าเพราะแนวควเกี่ยวกับป่าไม้ในเวลานั้นจะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ในเชิงพาณิชย์ ต่อมาจึงค่อยมีการออกกฎหมายสงวนและคุ้มครองป่า โดยยกเลิกกฎหมายและออกกฎหมายใหม่ให้รับกับพฤติกรรมในสังคมมากขึ้น
ในปี พ.ศ. 2484 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 และยกเลิกบรรดากฎหมายที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อให้เหมาะสมแก่กาลสมัยยิ่งขึ้น และออกกฎหมายเพิ่มเติมเป็นลำดับเพื่อบริหารจัดการป่าไม้และสัตว์ป่าจนถึงปัจจุบัน มีกฎหมายที่บังคับใช้ คือ
(1) พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484
(2) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504
(3) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507
(4) พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535
(5) พระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535
(6) พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545

จากการวิเคราะห์ผลการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน  อาจสรุปได้ว่า การบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายเกี่ยวกับป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นได้จากจำนวนเนื้อที่ป่าประเภทต่าง ๆ ในความเป็นจริงลดลงจากที่ประกาศสงวนหวงห้ามไว้ และมีคนจำนวนมากอยู่อาศัยและทำกินในเขตป่า ซึ่งทางราชการต้องใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการบังคับใช้กฎหมาย เช่น มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เป็นต้น
คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาปัญหาที่ดินและป่าไม้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จัดทำรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับที่ดินและป่าไม้ สรุปสาเหตุที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ ได้ดังนี้ 
1.  บทบัญญัติของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
2.  มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะนโยบายและทิศทางด้านการบริหารจัดการที่ดินในเขตที่ดินของรัฐ
3.  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับที่ดินและป่าไม้ ขาดการประสานงานและความร่วมมืออย่างจริงจังในการบังคับใช้กฎหมาย มีการปฏิบัติที่ซ้ำซ้อนหรือไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ทำให้ประชาชน มีความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
4.  การบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐ ไม่สามารถดำเนินการได้โดยเคร่งครัด เนื่องจาก ประชาชนไม่ยอมรับการเป็นที่ดินของรัฐ และการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกอบกับประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้ยากจนที่รัฐต้องให้ความดูแลช่วยเหลือ
5.  มีการทุจริต หรือประพฤติมิชอบ ในการบังคับใช้กฎหมาย ไปในทางที่เลือกปฏิบัติหรือเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้กระทำความผิด หรือมุ่งหาผลประโยชน์โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่
นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาปัญหาที่ดินและป่าไม้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดการสัมมนาระดมความคิด เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 ณ โรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมการสัมมนาจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมที่ดิน กรมทรัพยากรน้ำ กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และภาคประชาชน จำนวน 316 คน ซึ่งผลการสัมมนาที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับที่ดินและป่าไม้ สรุปความตอนหนึ่งได้ ดังนี้

“2. สภาพปัญหาด้านป่าไม้เกี่ยวกับกฎหมายและการบังคับใช้
(2.1) กฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ทำให้มีข้อจำกัดในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่และการยอมรับของราษฎรหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเกี่ยวกับนิยามศัพท์  การกำหนด-เพิกถอนแนวเขตที่ดินของรัฐ  และการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ ได้แก่ 
(2.1.1) พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 4(1) “...ป่า หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน...” ทำให้เกิดปัญหากับผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่ไม่ได้แจ้งการครอบครองทำประโยชน์ หรือที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดินจะเป็นพื้นที่ป่าตามนิยามของกฎหมายนี้ และไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้
(2.1.2) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 7 “การขยายหรือเพิกถอนเขตอุทยานแห่งชาติให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา...” ทำให้เกิดปัญหาในกรณีที่การขยายพื้นที่อุทยานโดยไม่ได้มีการกันพื้นที่ที่ราษฎรได้ครอบครองทำประโยชน์อยู่เดิม จะมีผลให้ที่ดินเป็นพื้นที่อุทยานตามนิยามของกฎหมายนี้
มาตรา 16 “ภายในเขตอุทยานแห่งชาติห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปยึดหรือครอบครอง...” ทำให้เกิดปัญหากับราษฎรที่ครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนประกาศเขตอุทยานแต่ไม่ได้มีการกันออกจากเขตอุทยาน ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย หรือห้ามไม่ให้ทำกินต่อในพื้นที่ เช่น กะเหรี่ยงที่ทำไร่หมุนเวียนบนพื้นที่สูง ราษฎรที่ปลูกต้นยางมาก่อนประกาศเขตอุทยาน แต่ไม่สามารถตัดต้นยางเพื่อปลูกใหม่ได้
มาตรา 22 “เจ้าพนักงานมีอำนาจในการทำลาย รื้อถอน สิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในเขตอุทยาน...” ทำให้เกิดปัญหาในกรณีที่เจ้าพนักงานสามารถทำลายรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในเขตอุทยานได้โดยไม่ต้องฟ้องศาล ส่งผลให้เกิดการตัดฟันต้นไม้/ต้นยางที่ชาวบ้านปลูกขึ้นมาแทนต้นยางเดิม
 (2.1.3) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507
มาตรา 12 “...บุคคลใดอ้างว่ามีสิทธิ หรือได้ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ใดอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงป่าสงวนแห่งชาตินั้นใช้บังคับ ให้ยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอ หรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นบังคับ ถ้าไม่ยื่นคำร้องภายในกำหนดดังกล่าวให้ถือว่าสละสิทธิหรือประโยชน์นั้น ” ทำให้เกิดปัญหากับผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่ไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ แม้ข้อเท็จจริงจะได้มีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่จริง ก็จะถือว่า บุคคลนั้นเจตนาสละสิทธิครอบครองที่ดิน
มาตรา 14 “ห้ามมิให้บุคคลครอบครองเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวน…” ทำให้เกิดปัญหาในกรณีที่ขอบเขตป่าสงวนไม่ชัดเจน สภาพพื้นที่ในปัจจุบันไม่ได้เป็นป่าแล้วและหากไม่อยู่ในเขต   ส.ป.ก. จะไม่ได้จัดให้เป็นที่ทำกิน ทั้งๆ ที่ได้ทำกินมานานแล้ว
มาตรา 16 “อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจอนุญาตให้บุคคลเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่า คราวละไม่น้อยกว่าห้าปี แต่ไม่เกินสามสิบปี…” อำนาจการอนุญาตอยู่ที่อธิบดีเพียงคนเดียว อาจทำให้การพิจารณาอนุญาตไม่รอบคอบเท่าที่ควร ควรที่จะมอบอำนาจการอนุญาตให้อยู่ในรูปของคณะกรรมการ
มาตรา 16 ทวิ “รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เป็นป่าเสื่อมโทรม อธิบดีสามารถอนุญาตให้บุคคลที่ทำกินอยู่ในเขตป่าสงวนที่เสื่อมโทรมทำประโยชน์ได้คราวละไม่น้อยกว่าห้าปีแต่ไม่เกินสามสิบปี…” อำนาจการอนุญาตอยู่ที่อธิบดีเพียงคนเดียว อาจทำให้การพิจารณาอนุญาตไม่รอบคอบเท่าที่ควร ควรที่จะมอบอำนาจการอนุญาตให้อยู่ในรูปของคณะกรรมการ
มาตรา 25 “อำนาจของเจ้าพนักงาน
1. สั่งให้คนออกจากป่าสงวน
2. สั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง
3. ยึด ทำลาย รื้อถอน สิ่งปลูกสร้าง”
ทำให้เกิดปัญหาในกรณีที่เจ้าพนักงานสามารถทำลาย รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในเขตป่าสงวนได้โดยไม่ต้องฟ้องศาล ส่งผลให้เกิดการตัดฟันต้นไม้/ต้นยางที่ชาวบ้านปลูกขึ้นมาแทนต้นยางเดิม
(2.1.4) พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535
มาตรา 33 “ เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นสมควรกำหนดบริเวณที่ดินแห่งใดให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าโดยปลอดภัยเพื่อรักษาไว้ซึ่งพันธุ์สัตว์ป่า ก็ให้กระทำได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและให้มีแผนที่แสดงแนวเขตแห่งบริเวณที่กำหนดนั้นแนบท้ายพระราชกฤษฎีกาด้วย  บริเวณที่กำหนดนี้เรียกว่า “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า” ที่ดินที่กำหนดให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น  ต้องเป็นที่ดินที่มิได้อยู่ในกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินของบุคคลใดซึ่งมิใช่ทบวงการเมือง ” ทำให้เกิดปัญหากับราษฎรที่ครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนประกาศเขตอุทยาน แต่ไม่ได้มีการกันออกจากเขตอุทยาน ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย หรือห้ามไม่ให้ทำกินต่อในพื้นที่
(2.2) ความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมายของเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐต่าง ๆ ไม่ตรงกัน และนำไปปฏิบัติแตกต่างกัน เช่น กรณีการปฏิบัติของกรมป่าไม้ กับ ส.ป.ก. เกี่ยวกับการดำเนินคดีป่าไม้ในพื้นที่ ส.ป.ก. และกรณีการปฏิบัติของกรมป่าไม้กับกรมศุลกากรเกี่ยวกับการนำไม้ผ่านแดน    เป็นต้น
(2.3) ความรู้ความเข้าใจและการยอมรับในการปฏิบัติตามกฎหมายของประชาชน/ ผู้มีส่วนได้เสีย
(2.4) ไม่มีความชัดเจนว่า หน่วยงานใดจะมีอำนาจหน้าที่ในการปรับปรุงกฎหมาย หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และจะแล้วเสร็จเมื่อใด จึงจะสามารถบังคับใช้ได้”

ปัญหาข้างต้นสรุปได้ว่า กฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน สถานการณ์ของประเทศด้านเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมาก ประชากรของประเทศเพิ่มขึ้น มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับป่าหลากหลาย รวมถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพในเขตป่า ถึงแม้ว่ากฎหมายจะได้มีการปรับปรุงหลายครั้ง ก็มิได้เปลี่ยนโครงสร้างของการจัดการทรัพยากรที่อยู่ในความดูแลของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งยังไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีหลักการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล
ด้วยเหตุที่กฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน จึงทำให้มีข้อจำกัดในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่และการยอมรับของประชาชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะนโยบายบางประการ เช่น การกำหนดให้มีพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศอย่างน้อยในอัตราร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ (ขณะนี้มีอยู่ประมาณร้อยละ 33) หรือการใช้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 กำหนดมาตรการผ่อนผันให้ราษฎรอยู่อาศัยทำกินในเขตป่าต่อไปได้ เพื่อการตรวจสอบพิสูจน์การครอบครองที่ดิน แต่เวลาได้ล่วงเลยมาถึงกว่า 10 ปี ก็ยังมิได้ดำเนินมาตรการต่อเนื่องที่เป็นรูปธรรมจนผู้ที่อยู่อาศัยรับทราบทั่วกันว่ารัฐคงยินยอมให้เขาเหล่านั้นอยู่อาศัยทำกินในที่ดินไปตลอดชั่วลูกหลาน ซึ่งในอนาคตคงยินยอมให้ออกหนังสือแสดงสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินเหมือนเช่นที่เคยทำมา ความเข้าใจเช่นนี้ทำให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่ามากขึ้นโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย
ก่อนหน้าข้อเสนอวิจัยนี้ มีการศึกษาเพื่อแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้หลายครั้ง ศาสตราจารย์ศรีราชา เจริญพานิช ได้เสนอให้ยกเลิกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป่าไม้ทั้งหมดและนำมาประมวลเป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน เป็นประมวลกฎหมายป่าไม้แห่งชาติ ในปี 2538 ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 กรมป่าไม้ได้ว่าจ้างให้ ศาสตราจารย์ศรีราชา เจริญพานิช ทำการยกร่างแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ รวม 3 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .... กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ได้นำร่างกฎหมายดังกล่าวเสนอขอแก้ไขกฎหมาย แต่ร่างกฎหมายทั้งสามฉบับไม่ผ่านความเห็นชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ผู้เสนอโครงการเห็นว่าการที่ร่างกฎหมายทั้งสามฉบับไม่ผ่านความเห็นชอบข้างต้นมิได้หมายความว่ากฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ไม่มีปัญหาและไม่ควรแก้ไข แต่เป็นปัญหาความเข้าใจสาระสำคัญของร่างกฎหมายที่ขอแก้ไขของผู้มีส่วนได้เสียและสาธารณชนที่ไม่ตรงกัน เจตนารมณ์ของผู้เสนอและปัจจัยทางการเมืองซึ่งต้องรอเวลาที่เหมาะสม จึงควรนำเอาแนวความคิดในการยกร่างกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ทั้งหมดมาประมวล ปรับให้เข้ากับบริบทด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมถึงสภาวะแวดล้อมของโลกเพื่อยกร่างกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ที่มีฐานทางวิชาการรองรับและเหมาะสมกับประเทศไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้ใช้เป็นแนวทางในการปรึกษาหารือนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่มีความเหมาะสมต่อไป

วัตถุประสงค์

2.1 เพื่อรวบรวมสภาพปัญหาการป่าไม้ของประเทศและแนวโน้มการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากป่าระดับประเทศและระดับภูมิภาค
2.2 เพื่อศึกษารูปแบบของการจัดการป่าไม้ที่เหมาะสมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองในปัจจุบันและอนาคต
2.3 เพื่อรวบรวมและศึกษาข้อดีของร่างแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ที่ผ่านมา นำมายกร่างกฎหมายที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน

ขอบเขตการศึกษา

5.1 ศึกษาแนวนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับจัดการป่าไม้ของประเทศที่ผ่านมา
5.2 วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาอุปสรรคของการจัดการป่าไม้
5.3 ศึกษาทางเลือกของการปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการป่าไม้ และยกร่างปรับปรุงกฎหมาย ประกอบด้วย พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507

วิธีการศึกษา

การศึกษามีกิจกรรมและวิธีดำเนินงาน ดังนี้
 6.1 การรวบรวมข้อมูลทุตยภูมิจากแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 6.2 การสำรวจข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์ระดับนโยบายและปฏิบัติและการทำ Focus Group
6.3 วิเคราะห์ข้อมูล และจัดทำข้อเสนอแนวทางการยกร่างปรับปรุงกฎหมาย
6.4 การประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทั้งส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง
6.5 จัดทำรายงานการศึกษา

ผลการศึกษา

8.1 มีข้อเสนอเชิงนโยบายในการจัดการป่าไม้
8.2 มีร่างกฎหมายที่สามารถนำไปใช้ในการแก้ไขกฎหมายโดยมีผลการศึกษาสนับสนุน

Attachments:
FileDescriptionUploaderFile size
Download this file (eathipol.pdf)เอกสารแนบโครงการวิจัยเพื่อยกร่างกฎหมายป่าไม้Sangdao Laemthong115 Kb
Last Updated on Monday, 12 March 2012 14:13

Copyright 2011 : ศูนย์ประสานการศึกษานโยบายที่ดิน (Land Policy Study Forum)
Telephone +66(0)2-9654737-8, Fax +66(0)2-9654739 | Webmaster Email : landforum.mail@gmail.com