English (United Kingdom)

ปฎิทินข่าวประชาสัมพันธ์

 

Notepad-Bloc-notes-icon

ถ้าท่านสนใจทำวิจัย หรือเสนอหัวข้อวิจัย สามารถส่งข้อความมาที่อีเมล
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

 

จำนวนผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday15
mod_vvisit_counterYesterday30
mod_vvisit_counterThis week201
mod_vvisit_counterLast week300
mod_vvisit_counterThis month580
mod_vvisit_counterLast month1066
mod_vvisit_counterAll70612

ผู้เข้าเยี่ยมชม (20 นาทีก่อน) : 1
Your IP: 192.168.5.254
,
Today: Dec 16, 2017
Home About us / Contact
โครงการศึกษานโยบายภาษีที่ดิน PDF Print E-mail
กลุ่มงานวิจัยระบบภาษีที่ดิน

ปีพุทธศักราช 2552

รศ.ดร.ชมพูนุท โกสลากร เพิ่มพูนวิวัฒน์

            ระบบภาษีที่จัดเก็บจากการครอบครองทรัพย์สินในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินมีช่องว่างทำให้เกิดคำถามว่า ระบบภาษีที่ดินทั้งสองประเภทดังกล่าวมีความเหมาะสมเพียงใด โครงการศึกษานโยบายที่ดินจึงได้ทำการศึกษาพัฒนาการของนโยบายภาษีที่ดินของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อวิเคราะห์และรวบรวม ผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับภาษีที่ดินของไทยและต่างประเทศในเชิงเนื้อหาสาระและ ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง โดยพิจารณาเนื้อหาที่เกี่ยวกับประเด็นหลักๆ เพื่อประมวลผลงานที่ได้มีการศึกษามาแล้ว และจัดทำเป็นสรุปเนื้อหาตามหมวดหมู่ของการวิเคราะห์ รวมทั้งเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนานโยบายภาษีที่ดินในอนาคต ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า ได้มีแนวคิด ในการยกเลิกการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่มาจัดเก็บภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างแทน โดยในร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีให้คิดฐานภาษีจากราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดิน สิ่งปลูกสร้างที่ติดกับที่ดิน และห้องชุดตามประมวลกฎหมายที่ดิน ส่วนอัตราภาษีให้เป็นอัตราตามมูลค่าราคาประเมินทุนทรัพย์ และกำหนดอัตราภาษีแตกต่างกันตามประเภทของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากนักวิชาการในประเทศเป็นอย่างมาก ดังนั้น น่าจะมีเหตุผลอันสมควรและมีน้ำหนักมากพอในการสนับสนุนให้มีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งหากผู้จัดเก็บและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาหาทางแก้ไขข้อขัดข้องในทางปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการจัดเก็บให้เป็นระบบแล้ว ประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีอากรของรัฐก็จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดประโยชน์แก่เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในการกระจายประโยชน์ ส่วนเพิ่มที่เกิดแก่ที่ดินจากผลการลงทุนของรัฐ และเป็นโอกาสในการลดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างบุคคลอีกด้วย

หลักการและเหตุผล

            ที่ดินเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งที่อยู่ภายใต้ระบบภาษีทรัพย์สิน เป็นการจัดเก็บภาษี จากการครอบครองทรัพย์สิน ซึ่งระบบภาษีที่จัดเก็บจากการครอบครองทรัพย์สินในประเทศไทย ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาษีโรงเรือนและที่ดินซึ่งจัดเก็บตามพระราชบัญญัติ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 และภาษีบำรุงท้องที่ซึ่งจัดเก็บตามพระราชบัญญัติ ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508

            กฎหมายเกี่ยวกับที่ดินมีช่องว่างให้เกิดการลดหย่อนภาษีโดยไม่จำเป็น ทำให้เกิด การหลีกเลี่ยงการเสียภาษีได้โดยง่าย เกิดการถือครองเพื่อมุ่งเก็งกำไร ไม่ได้ใช้ประโยชน์จาก การถือครองที่ดิน (unused) หรือใช้ประโยชน์จากที่ดินไม่เต็มที่ (underused) จึงมักมีคำถาม ตามมาว่า ระบบภาษีที่ดินทั้งสองประเภทข้างต้นมีความเหมาะสมเพียงใด และมีอิทธิพล ในการกระตุ้นให้มีการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพได้หรือไม่ โดยมีนักวิชาการได้เสนอให้มี การปรับปรุงภาษีที่ดินมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว

            นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือ กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ทำการศึกษาถึงเหตุผลและความจำเป็น ในการปรับปรุงภาษีที่ดินทั้งสองประเภทดังกล่าวมาโดยตลอด มีการศึกษาให้รวมภาษีโรงเรือนและที่ดินกับภาษีบำรุงท้องที่แล้วยกร่างเป็น “ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ให้มีการจัดเก็บภาษีจากการถือครองอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และปรับปรุงวิธีการจัดเก็บภาษีใหม่ จากเดิมที่ภาษีโรงเรือนและที่ดินใช้ค่าเช่ารายปีของทรัพย์สินเป็นฐานภาษี ซึ่งซ้ำซ้อนกับภาษีเงินได้ ขณะที่ภาษีบำรุงท้องที่จัดเก็บโดยใช้ราคาปานกลางของที่ดินเป็นฐานภาษี โดยได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้แก่คณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติในหลักการ จากนั้น ได้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาปรับปรุงชื่อกฎหมายใหม่เป็น “พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ....” และได้มีการปรับปรุง ทบทวนร่างพระราชบัญญัติฯ มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันภายใต้หลักการสำคัญ คือ เพื่อให้ระบบการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับที่ดินมีประสิทธิภาพและความเป็นธรรมมากขึ้น มีกระบวนการจัดเก็บภาษีที่มีลักษณะของการกระจายอำนาจการจัดเก็บภาษีให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีระบบการตรวจสอบและ การประเมินภาษีของเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจในการกระตุ้นให้มี การใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างเต็มที่

            ดังนั้น หากได้มีการศึกษาถึงนโยบายภาษีที่ดินของไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จะทำให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านการพัฒนาระบบและแนวคิดของภาษีเกี่ยวกับที่ดิน เพื่อเป็นการหาคำตอบของความเหมาะสมและเหตุผลเชิงวิชาการของพัฒนาการทางด้านนโยบาย และระบบการจัดเก็บภาษีที่ดิน และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดทิศทางของนโยบายภาษีที่ดินที่ต้องอาศัยการค้นคว้าวิจัยที่มีความลุ่มลึกและต่อเนื่องในอนาคต

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อศึกษาพัฒนาการของนโยบายภาษีที่ดินของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
  2. เพื่อวิเคราะห์และรวบรวมผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับภาษีที่ดินของไทยและต่างประเทศในเชิงเนื้อหาสาระและความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง โดยพิจารณาเนื้อหาที่เกี่ยวกับประเด็นหลักๆ เพื่อประมวลผลงานที่ได้มีการศึกษามาแล้ว และจัดทำเป็นสรุปเนื้อหาตามหมวดหมู่ของการวิเคราะห์ 
  3. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนานโยบายภาษีที่ดินในอนาคต

ขอบเขตการศึกษา

            การศึกษาครั้งนี้จะครอบคลุมถึงการสำรวจข้อมูล เอกสาร บทความ และงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายภาษีที่ดินของไทย และประเทศเป้าหมายอื่นอีก 3 ประเทศ คือ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเกาหลีใต้

วิธีการศึกษา

            ทำการศึกษาข้อมูลทางด้านทุติยภูมิจากเอกสารและรายงานการวิจัยที่เกี่ยวกับนโยบาย ภาษีที่ดินของประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งศึกษาจากเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มาทำการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลและทำการเปรียบเทียบเพื่อจัดทำรายงานผลการศึกษา

ผลการศึกษา

            1.  การจัดเก็บภาษีที่ดินของประเทศไทย
                 ประเทศไทยได้มีความพยายามในการปรับปรุงระบบภาษีทรัพย์สินเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเพื่อทำให้เป็นระบบภาษีที่มีประสิทธิภาพและมีความเป็นธรรมยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายและระบบภาษีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับที่ดินในปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 และพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 เป็นกฎหมายที่ได้บังคับใช้มาเป็นเวลานาน จึงมีบทบัญญัติหลายประการ ที่ไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ก่อให้เกิดปัญหาอย่างมากเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินหรือการถือครองที่ดินของไทย โดยเฉพาะปัญหาทางด้านฐานภาษีและอัตราภาษี กล่าวคือ ในกรณีภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้นใช้ค่าเช่าเป็นฐานภาษีแทนที่จะใช้ฐานมูลค่าทรัพย์สิน เกิดปัญหาในการประเมินค่ารายปีและมีฐานภาษีซ้ำซ้อนกับภาษีเงินได้ อีกทั้งยังมีอัตราภาษีที่สูงถึงร้อยละ 12.5 ของค่าเช่ารายปี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงเกินไป ส่วนกรณีของภาษีบำรุงท้องที่นั้น ใช้ราคาปานกลางของที่ดินปี พ.ศ. 2521 – 2524 ทำให้ภาระภาษีต่ำและที่ดินที่จัดเก็บภาษี มีน้อย รวมทั้งมีการคำนวณอัตราภาษีในอัตราถดถอยอีกด้วย กล่าวคือ ราคาปานกลางที่ดินต่ำเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าราคาปานกลางที่มีราคาสูง ดังนั้น แนวคิดในการยกเลิกการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่มาจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เหมาะกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ซึ่งในสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างภาษี ให้คิดฐานภาษีจากราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดิน สิ่งปลูกสร้างที่ติดกับที่ดิน และห้องชุดตามประมวลกฎหมายที่ดิน ส่วนอัตราภาษีให้เป็นอัตราตามมูลค่าราคาประเมินทุนทรัพย์ และกำหนดอัตราภาษีแตกต่างกันตามประเภทของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยแบ่งประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็น 3 ประเภท คือ
            1)  ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั่วไป
            2) ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับที่อยู่อาศัยของตนโดยไม่ประกอบเชิงพาณิชย์ และ
            3) ที่ดินที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม

            รวมทั้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละท้องที่มีหน้าที่บริหารจัดเก็บภาษีดังกล่าว โดยรายได้ที่จัดเก็บได้ทั้งหมดในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดให้เป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น

            การจัดเก็บภาษีการถือครองที่ดินโดยใช้การจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น เป็นแนวคิด ที่ได้รับการสนับสนุนจากนักวิชาการในประเทศเป็นอย่างมาก เห็นได้จากงานบทความวิชาการ ผลงานวิจัย รวมทั้งงานวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์หลายฉบับที่แสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่อง หลายประการของการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งเป็นภาษีที่มีความสำคัญต่อรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การปรับปรุงระบบการจัดเก็บรายได้ของท้องถิ่น จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีรายได้ของท้องถิ่นและส่งเสริมความเป็นอิสระทางการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย

            2.  การจัดเก็บภาษีที่ดินในต่างประเทศ
                  ผู้วิจัยได้ศึกษารูปแบบการจัดเก็บภาษีที่ดินของบางประเทศในเชิงลึกจำนวน 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเกาหลีใต้ โดยในกรณีของประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้นั้นเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีระบบการจัดเก็บภาษีค่อนข้างสมบูรณ์ ได้ผ่านการปรับปรุงรูปแบบการจัดเก็บภาษีที่ดินภายในประเทศมาแล้วทำให้สามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบผลดีและผลเสียของการจัดเก็บรูปแบบภาษีที่ดินก่อนและหลัง ส่วนประเทศอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการจัดเก็บภาษีที่ดินมาไม่นาน สามารถนำมาวิเคราะห์ผลสำเร็จของการปรับปรุงดังกล่าวได้ อีกทั้งประเทศไทยและอินโดนีเซีย ได้ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะการกระจายอำนาจทางการคลัง ดังนั้น การศึกษารูปแบบการจัดเก็บภาษีที่ดินที่รายได้ทั้งหมดเป็นของรัฐบาลท้องถิ่นของอินโดนีเซีย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดรูปแบบการจัดเก็บภาษีที่ดินของไทย ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
                    1)  ประเทศอินโดนีเซีย มีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2529 โดยเริ่มแรกได้กำหนดเป็นอัตราภาษีเดียว คือ ร้อยละ 0.5 ของมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และกำหนดให้คิดภาษีในสัดส่วน 20% ของมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้ Effective Rate เท่ากับร้อยละ 0.1 ของมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่ได้กำหนดให้คิดภาษีในสัดส่วน 40% ของมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่าเกิน 1 พันล้านเปโซ สำหรับการบริหารจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้กำหนดให้ทั้งรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่นร่วมกันจัดเก็บภาษีดังกล่าว ทรัพย์สินที่อยู่ในท้องถิ่น รัฐบาลท้องถิ่นจะเป็น ผู้จัดเก็บ นอกเหนือจากนั้น รัฐบาลกลางจะมีหน้าที่จัดเก็บการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน จะใช้มูลค่าการขายทรัพย์สินแต่ละประเภท เป็นเกณฑ์ในการประเมินซึ่งจะทำการประเมินทุก 3 ปี โดยหน่วยงานประเมินทรัพย์สินกลางของประเทศ
                          นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิชาการที่สนับสนุนการจัดเก็บภาษีที่ดินของอินโดนีเซีย ว่ามีการกำหนดรูปแบบภาษีที่ดินที่ง่าย ไม่ซับซ้อน มีความเป็นธรรม และง่ายต่อการบริหารจัดเก็บ มีความร่วมมือจากรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของอินโดนีเซียที่ให้ความสำคัญต่อระบบฐานข้อมูลที่ดิน อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายการเมืองทำให้ลดแรงคัดค้านจาก ผู้เสียภาษีและข้าราชการส่วนกลางที่ถูกลดบทบาทในการทำหน้าที่บริหารจัดเก็บภาษีที่ดิน ทำให้การบริหารจัดการภาษีที่ดินของอินโดนีเซียประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง
                     2)  ประเทศญี่ปุ่น มีการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวกับการถือครองที่ดินที่สำคัญ 2 ประเภท คือ ภาษีทรัพย์สิน และภาษีการวางผังเมือง โดยทั้งภาษีทรัพย์สินและภาษี การวางผังเมืองนั้น รัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บภาษี มีฐานภาษีคิดตามมูลค่าของราคาตลาดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต้องเป็นผู้รับภาระในการเสียภาษี ทั้งนี้ ข้อแตกต่างระหว่างภาษีทรัพย์สินและภาษีการวางผังเมือง คือ ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ในรูปแบบของภาษีการวางผังเมือง คือ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองที่มีแผนจะพัฒนา มีอัตราภาษีสูงสุดที่ร้อยละ 0.3 ส่วนอัตราภาษีทรัพย์สินอยู่ในอัตรามาตรฐานที่ร้อยละ 1.4 และมีอัตราสูงสุดไม่เกิน ร้อยละ 2.1
                           สำหรับการวิเคราะห์รูปแบบการจัดเก็บภาษีการถือครองที่ดินของญี่ปุ่นนั้น มีผลงานวิชาการที่สนับสนุนการจัดเก็บภาษีว่า มีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ผันผวนได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากวิธีการคิดฐานภาษีการถือครองที่ดินของญี่ปุ่น มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง โดยฐานภาษีการถือครองที่ดิน คือ ราคาประเมินที่ดินที่กำหนดโดยรัฐบาล ซึ่งจะกำหนดเป็นสัดส่วนกับมูลค่าราคาตลาดของที่ดินในลักษณะแปรผันในทางตรงข้ามกับมูลค่าราคาตลาด ทำให้ธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศญี่ปุ่นไม่ผันผวนมากตามระดับราคาที่ดินที่แปรปรวน ซึ่งทำให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้วิจารณ์ว่าการที่กำหนดอัตราภาษีการถือครองที่ดินในอัตราที่ต่ำเป็น เหตุจูงใจให้เจ้าของที่ดินไม่อยากโอนที่ดินให้แก่บุคคลอื่น เพราะมีต้นทุนในการถือครองที่ดินต่ำเป็นเหตุให้เกิดการกระจุกตัวในการถือครองที่ดินและทำให้ไม่เกิดการทำธุรกรรมที่เกี่ยวกับที่ดินเท่าที่ควรจะเป็น จึงเป็นเหตุที่ทำให้มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินไม่มีประสิทธิภาพในขณะที่ราคาที่ดินก็สูงขึ้นเรื่อยๆ
                     3)  ประเทศเกาหลีใต้นั้น มีภาษีที่ดินของรัฐบาลกลางเกาหลีใต้จัดเก็บ ซึ่งเป็นรายได้ที่มาจากทรัพย์สินและผลได้จากทุนเมื่อเกิดการโอนหรือเปลี่ยนมือ ส่วนภาษีทรัพย์สิน ที่เป็นของรัฐบาลท้องถิ่นจะเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากการได้มา และการลงทะเบียนทรัพย์สิน และเรียกเก็บจากเจ้าของทรัพย์สิน ทั้งนี้ ในส่วนของภาษีการถือครองที่ดินนั้นมีการจัดเก็บทั้งในอัตราคงที่และอัตราก้าวหน้า โดยที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมมีการจัดเก็บ ในอัตราคงที่ที่ต่ำ สำหรับที่ดินที่มีราคาแพงหรือหรูหรา (luxury land) มีการจัดเก็บในอัตราคงที่ ที่สูงกว่า สำหรับที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและที่ดินเพื่อการพาณิชย์ที่มีมูลค่าที่ดินรวมมากกว่าหรือ น้อยกว่า 500 ล้านวอนมีการจัดเก็บในอัตราก้าวหน้าตามขนาดการถือครองที่ดิน
                           จะเห็นได้ว่า การจัดเก็บภาษีที่ดินของประเทศเกาหลีใต้เน้นวัตถุประสงค์ เพื่อลดการเก็งกำไรเป็นหลัก โดยที่จะเก็บภาษีการถือครองที่ดินแบบก้าวหน้าตามขนาด การถือครอง ซึ่งรายได้จากการจัดเก็บจะเป็นของรัฐบาลกลาง ทำให้เกิดการไม่สนับสนุนจากนักวิชาการว่า การจัดเก็บภาษีตามรูปแบบดังกล่าวไม่ได้ทำให้ตัวเลขการกระจายการถือครองที่ดินในประเทศเกาหลีใต้เปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก ยังคงมีการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินเหมือนช่วงก่อนที่จะมีการจัดเก็บภาษีที่ดินในรูปแบบดังกล่าว และรัฐบาลกลางยังเสียต้นทุนในการบริหารจัดเก็บภาษีสูงขึ้นมาก นอกจากนี้ ยังมีแรงผลักดันจากท้องถิ่นที่พยายามให้มีการโอนการจัดเก็บภาษีการถือครองที่ดินมาเป็นของแต่ละท้องถิ่นโดยแต่ละท้องถิ่นเป็นผู้กำหนดอัตราภาษี บริหารจัดเก็บภาษีและเป็นรายได้ของแต่ละท้องถิ่นเอง ซึ่งทำให้การจัดเก็บภาษีการถือครองที่ดินในอัตราก้าวหน้าของรัฐบาลกลางไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร

            3. การอภิปรายผล
                การจัดเก็บภาษีอากรนั้น นอกจากเพื่อประโยชน์ในการสร้างรายได้ให้กับภาครัฐแล้ว ยังเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ การลดช่องว่างระหว่างคนร่ำรวยและยากจน การลดช่องว่างให้ได้ผลจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโครงร่างของภาษีอากร โดยการเก็บภาษีทางตรงให้มากขึ้น และเก็บภาษีทางอ้อมให้น้อยลง เนื่องจากภาษีทางอ้อมเป็นภาษีที่ผลักภาระได้ง่าย ภาระขั้นสุดท้ายจึงมักไปตกแก่ชนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อย แม้ว่าประเทศไทยจะมีการจัดเก็บภาษีเงินได้ในอัตราก้าวหน้า ซึ่งถือว่า เป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้ แต่เครื่องมือในการกระจายความมั่งคั่ง ยังไม่มี เนื่องจากภาษีดังกล่าวไม่ได้ช่วยในเรื่องของการกระจายทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งทรัพย์สินสามารถก่อให้เกิดรายได้ให้แก่ผู้ที่ถือครองได้ ดังนั้น การจัดเก็บภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างจึงถือเป็นการนำเอาเครื่องมือทางภาษีอากรที่มีอยู่มาใช้ให้ครบถ้วน อีกทั้งการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดความแตกต่างในโอกาสของบุคคลเพื่อกระจายทรัพย์สินของประชาชนและสร้างความเป็นธรรมในสังคมอีกด้วย
                 ในการจัดกลุ่มภาษีและลักษณะของการจัดเก็บภาษีอากร โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ แบ่งออกได้เป็น ภาษีที่จัดเก็บในขณะที่ถือครอง (Tax on Holding) และภาษีที่จัดเก็บในช่วงที่โอนเปลี่ยนมือ (Tax on Transfer) โดยภาษีที่เก็บในขณะที่ถือครองนั้นควรมีบทบาทในการช่วยการกระจายรายได้ ผู้มีอสังหาริมทรัพย์มากและมีมูลค่าสูงควรเสียภาษี ที่สูงกว่าและทดแทนประโยชน์ที่ได้รับจากท้องถิ่นที่จัดบริการสาธารณะต่างๆ ให้ทำหน้าที่จัดสรรการใช้ทรัพยากร เพราะภาษีที่เก็บช่วงนี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ถือครองต้องเสียแต่ละปี ภาษีจึงเป็นตัวบีบให้เจ้าของใช้ประโยชน์อสังหาริมทรัพย์ให้คุ้มกับภาษีที่ต้องเสียแทนการถือไว้เฉยๆ เพื่อเก็งกำไร ซึ่งภาษีที่เก็บในช่วงถือครองนี้ หากภาครัฐยังคงใช้ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งมีปัญหาข้อบกพร่องและช่องโหว่มาก คงไม่สามารถบรรเทาหรือแก้ไขปัญหาที่เคยประสบมาก่อนได้ ดังนั้น การปรับปรุงควรเป็นลักษณะของการให้เป็นภาษีที่เก็บ บนฐานมูลค่าทรัพย์สิน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถกำหนดอัตราภาษีให้สัมพันธ์กับความจำเป็นในการใช้จ่ายเพื่อจัดบริการสาธารณะของแต่ละท้องถิ่น แต่ภาษีที่จัดเก็บในช่วงที่โอนเปลี่ยนมือควรมีบทบาทในการเรียกคืนภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่รัฐจัดให้มีสาธารณูปโภคต่างๆ อันก่อให้เกิดประโยชน์แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในการกระจายประโยชน์ส่วนเพิ่ม ซึ่งเกิดแก่อสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากผลการลงทุนของรัฐ และในการลดโอกาสความไม่เท่าเทียมกันระหว่างบุคคลโดยการเก็บภาษีจากผู้ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น

ข้อเสนอแนะ

            จากการศึกษาครั้งนี้พบว่า การวิจัยในเรื่องของภาษีที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะที่ดินในประเทศไทยยังมีน้อยมาก ซึ่งต้องครอบคลุมทั้งภาษีที่ดินประเภทที่จัดเก็บ ในขณะที่ถือครอง โดยเฉพาะภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีที่ต้องจัดเก็บในช่วงที่โอน เปลี่ยนมือ เช่น ภาษีมรดก และภาษีผลได้จากทุน ดังนั้น ควรที่จะได้มีการศึกษาในรายละเอียด ลึกลงไปในเรื่องของระบบการจัดเก็บ อัตราภาษีและฐานภาษีที่เหมาะสม แนวทางในการพัฒนาระบบการจัดเก็บที่ถูกต้องสมบูรณ์ ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดเก็บ ทั้งในระดับประชาชนโดยทั่วไปและระดับประเทศเพิ่มเติมจากที่ทางหน่วยงานภาครัฐ หรือที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ศึกษาเท่านั้น เนื่องจากที่ดินเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในหลายมิติ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยการศึกษาดังกล่าวจะส่งผลต่อการลดข้อบกพร่อง ทั้งในทางกฎหมายและทางปฏิบัติเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บเพื่อสร้างความเป็นธรรม ในการกระจายรายได้ และการกระจายความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง

            สำหรับแนวทางการจัดเก็บภาษีที่ดินที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยในอนาคตเห็นว่าประเทศไทยควรจะผลักดันให้มีการใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแทนการจัดเก็บภาษีโรงเรือน และที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ในเรื่องของฐานภาษีและอัตราภาษีที่ไม่เหมาะสม โดยการจัดเก็บ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะใช้ฐานของมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งสะท้อนการได้รับประโยชน์จากการได้รับบริการของท้องถิ่น โดยอัตราภาษีจะแบ่งตามประเภทของการใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ สำหรับในส่วนการป้องกันการเก็งกำไรที่ดินและปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้มีการกำหนดให้มี การคิดอัตราภาษีที่ดินว่างเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามสมควรในอัตราที่สูงและอัตราที่จะเพิ่มขึ้นหากยังมิได้นำไปใช้ประโยชน์อีก

            ทั้งนี้เห็นว่า ประเทศไทยยังไม่จำเป็นที่จะต้องจัดเก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้าตาม ขนาดการถือครอง เนื่องจากระบบฐานข้อมูลที่ดินของประเทศไทยยังไม่ครอบคลุมครบถ้วน อีกทั้ง หากมีการจัดเก็บภาษีที่ดินในรูปแบบดังกล่าวจะไม่เป็นการส่งเสริมการกระจายอำนาจทางการคลังของท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นควรจะสามารถกำหนดอัตราภาษีที่จะใช้จัดเก็บในท้องถิ่น ได้เองตามที่ท้องถิ่นเห็นสมควร

Attachments:
FileDescriptionUploaderFile size
Download this file (PDF10-02.pdf)เอกสารโครงการศึกษานโยบายภาษีที่ดินAdministrator104 Kb

Copyright 2011 : ศูนย์ประสานการศึกษานโยบายที่ดิน (Land Policy Study Forum)
Telephone +66(0)2-9654737-8, Fax +66(0)2-9654739 | Webmaster Email : landforum.mail@gmail.com